วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

บทที่ 6 จดหมายอิเล็กทรอนิกส์


บทที่ 6 จดหมายอิเล็กทรอนิกส์
      จดหมายอีเลกทรอนิกส์ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า อีเมล์(E-mail) หมายถึง จดหมายหรือข้อความที่ส่งถึงกันผ่านระบบเครือข่าย เราสามารถส่งจดหมายไปให้ผู้รับซึ่งเป็นสมาชิกของระบบอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่จำกัดสถานที่และเวลา จดหมายจะส่งถึงปลายทางอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาที หรืออาจจะส่งจดหมายฉบับเดียวไปถึงผู้รับหลายคน ในเวลาเดียวกันก็ได้ ทั้งผู้รับและส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องมีที่อยู่เพื่อใช้ในการอ้างอิงการส่งและรับจดหมาย ที่อยู่สำหรับการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วยสองส่วนคือ รหัสผู้ใช้หรือ UserID ซึ่งจะได้รับจากผู้ให้บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ และส่วนที่สองคือชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ในการบริการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือ HostName โดยรูปแบบการเขียนจะเริ่มต้นด้วย UserID คั่นด้วยเครื่องหมาย '@' ตามด้วย HostName ดังนี้ userid@hostname ตัวอย่างเช่น u9999999@dusit.ac.th หมายถึงผู้ใช้มี UserID เป็น u9999999 และเป็นสมาชิกอยู่ที่ Host ชื่อ dusit.ac.th เป็นต้น





1.โปรโตคอลสำหรับรับส่งอีเมล
โปรโตคอลและประเภทการใช้งาน E-mail
ถ้าจะติดต่อสื่อสารผ่านระบบเครือข่าย จะต้องใช้โปรโตคอล TCP/IP
TCP   เพื่อแยกข้อมูลออกเป็นส่วนๆ เรียกว่า Package
IC     เพื่อระบุหมายเลขประจำเครื่องปลายที่จะรับ หรือส่งข้อมูลไปถึง
เนื่องจากบริการรับ-ส่ง E-mail ผู้ใช้มีความต้องการที่หลากหลาย  แตกต่างกัน รูปแบบการทำงานของบริการรับ-ส่ง E-mail ซึ่งเป็น ข้อกำหนดหรือโปรโตคอล ของการรับ-ส่ง Email จึงมีเพิ่มขึ้น ดังนี้
1. การรับส่ง E-mail ผู้ใช้จะระบุผู้รับปลายทางด้วย  E-mail Address <username>@<domain name>  (ระบบจะเปลี่ยน domain name เป็น IP address ก่อนส่ง)
2. การรับ-ส่งไฟล์ที่เป็น E-mail ระบบจะทำการรับ-ส่งกันเป็นทอดๆ จาก domain หนึ่งไปอีก domain หนึ่ง ต่อๆ กันไป  (ใช้โปรโตคอล SMTP)
3. ผู้ใช้อาจต้องการใช้โปรแกรม Web browser เปิดอ่านเมล์โดยตรง (Webmail)
4. ผู้ใช้อาจต้องการใช้โปรแกรม Microsoft Outlook, Outlook Express
เปิดเมล์แล้ว ต้องการให้เมล์ยังคงอยู่ใน Mailbox ที่ Webmail (ใช้โปรโตคอล IMAP4)
เปิดเมล์แล้ว ต้องการนำเมล์ (move)  ไปเก็บในคอมพิวเตอร์ของตนเอง (POP3)
E-mail ที่ส่งไปยังผู้รับในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ใช้วิธีการรับ-ส่งกันเป็นทอดๆ ซึ่งเป็นข้อกำหนดของโปรโตคอล SMTP ที่จะส่ง E-mail ผ่านเครื่อง Mail Server จำนวนมากที่เชื่อมต่อกันในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
E-mail จะถูกส่งไปจนถึงเครื่องตามที่ระบุไว้ใน domain name (ส่วนที่สามของ email address)
ก่อนกระบวนการส่ง
domain name จะถูกแปลงเป็น IP เพื่อให้ง่ายต่อการอ่านของคอมพิวเตอร์
E-mail  จะถูกแบ่งออกเป็น Package ตามเงื่อนไขของโปรโตคอล TCP





2.รูปแบบของอีเมล และอีเมลแอดเดรส
E-mail address : ที่อยู่การส่ง E-mail  
<user name> @ domain name
sakda@kku.ac.th
ต้องไม่มี  ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่,  เว้นวรรค


มีส่วนประกอบ 3 ส่วน
Username : ชื่อผู้ใช้
เครื่องหมาย : @  เรียกว่า assign  อ่านออกเสียงว่า “at”
domain name : ชื่อสถานีรับ-ส่ง E-mail



E-mail คือ จดหมาย ที่ใช้รับส่งกันโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ บางแห่งใช้เฉพาะภายใน บางแห่งใช้เฉพาะภายนอกองค์กร (สาหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือ Internet) การใช้งานก็เหมือนกับเราพิมพ์ข้อความในโปรแกรม Word จากนั้นก็คลิกคาสั่ง เพื่อส่งออกไป โดยจะมีชื่อของผู้รับ ซึ่งเราเรียกว่า Email Address เป็นหลักในการรับส่ง

ประเภทของ e-mail
e-mail มี  3  ประเภท  คือ

1. POP  (Post Office Protocol Version)
POP จะมีการทำงานในแบบที่เรียกว่า Offline Model กล่าวคือเวลาทำงาน E-mail Client จะเชื่อมต่อกับ Mail Server จากนั้นจะ Download และลบ E-mail ออกจาก Server หรือ Download เพียงอย่างเดียวแล้วทิ้ง E-mail ไว้บน Server ภายหลังจากที่ E-mail ถูก Download มาที่เครื่อง Client เรียบร้อยแล้ว Client จะตัดการเชื่อมต่อออกจาก Server หลังจากนั้น E-mail จะถูก Process ที่เครื่อง Client ทั้งหมด ข้อได้เปรียบของการทำงานแบบนี้ก็คือ Client แต่ละเครื่องใช้เวลาในการเชื่อมต่อกับเครื่อง Mail Server น้อยมากอีกทั้งยังต้องการเนื้อที่เก็บ E-mail บน Server น้อยด้วยเช่นกัน แต่ข้อเสียก็คือไม่สามารถอ่าน E-mail จาก Client เครื่องอื่นได้อีกหากว่าเรา Set ให้ลบ Mail บน Server หลังจาก Download เสร็จ หรือ ไม่สามารถบอกได้ว่า Mail ฉบับไหนเคยอ่านไปแล้วบ้าง หากเรา Set ค่าแบบ ให้ทิ้ง E-mail ไว้บน Server อีกประการหนึ่งคือเครื่อง Client จะต้องมีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากเป็นผู้ Process E-mail ด้วยตนเอง

2. IMAP  (Internet Message Access Protocol Version)
IMAP จะมีการทำงานในแบบที่เรียกว่า Online Model ผสานกับ Disconnected Model กล่าวคือ การจัดการและการ Process E-mail ทั้งหมดจะถูกจัดการที่ Server เพียงอย่างเดียว Client มีหน้าที่เพียงแค่อ่าน E-mail หรือส่งคำสั่งไป Process E-mail บน Server เท่านั้น แบบนี้มีข้อดีก็คือท่านสามารถอ่าน E-mail จากที่ใดก็ได้ เนื่องจาก E-mail จะถูกเก็บอยู่ใน Server เสมอ และจะมีสถานะบอกด้วยว่า E-mail ฉบับใดมาใหม่ ฉบับใดมีการอ่านหรือตอบกลับไปแล้ว แต่ข้อเสียก็คือ Server จะต้องเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง และในระหว่างการอ่านหรือ Process E-mail เครื่อง Client จะต้องเชื่อมต่อกับ Server ตลอดเวลา ดังนั้นจึงทำงานได้ช้ากว่าแบบ POP

3. WEB Based
Web Base Mail เช่น อีเมล์ของ hotmail.com, chaiyo.com ซึ่งหากต้องการใช้งานอีเมล์เหล่านี้ จะต้องใช้งานโดยผ่านทางเว็บบราวเซอร์ เช่น Internet Explorer, Firefox ก็สามารถเข้าเช็คอีเมล์หรือเขียนอีเมล์ได้อย่างสะดวก ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเสมอไป เพราะโปรแกรมอีเมล์ดังกล่าวได้ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี Web-based Application ที่ใช้โปรแกรมเว็บบราวเซฮร์เป็นเครื่องมือในการเปิดโปรแกรมใช้งาน จึงทำให้โปรแกรมอีเมล์สามารถทำงานได้เหมือนกับการเข้าไปดูเว็บไซต์ทั่วไป



3.ประเภทของอีเมล์
       อี-เมล์ (E-mail) ย่อมาจาก Electronic mail (แปลว่า ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์) หมายถึงการสื่อสารหรือการส่งข้อความ โน้ต หรือบันทึกออกจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ผ่านไปเข้าเครื่องปลายทาง (Terminal) หรือเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งโดยส่งผ่านทางระบบเครือข่าย (Network) ผู้ส่งจะต้องมีเลขที่อยู่ (E-mail address) ของผู้รับ และผู้รับก็สามารถเปิดคอมพิวเตอร์เรียกข่าวสารนั้นออกมาดูเมื่อใดก็ได้ โดยปกติ จะไม่มีการพิมพ์ข้อความหรือข่าวสารนั้นลงแผ่นกระดาษ นับว่าเป็นการประหยัดกระดาษไปได้ส่วนหนึ่ง โดยทั่วไป ถือกันว่าเป็นงานส่วนหนึ่งของสานักงานอัตโนมัติ (Office automation) ปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอันมาก
E-mail คือ จดหมาย ที่ใช้รับส่งกันโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ บางแห่งใช้เฉพาะภายใน บางแห่งใช้เฉพาะภายนอกองค์กร (สาหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือ Internet) การใช้งานก็เหมือนกับเราพิมพ์ข้อความในโปรแกรม Word จากนั้นก็คลิกคาสั่ง เพื่อส่งออกไป โดยจะมีชื่อของผู้รับ ซึ่งเราเรียกว่า Email Address เป็นหลักในการรับส่ง

ประเภทของ e-mail

e-mail มี  3  ประเภท  คือ

1. POP  (Post Office Protocol Version)
POP จะมีการทำงานในแบบที่เรียกว่า Offline Model กล่าวคือเวลาทำงาน E-mail Client จะเชื่อมต่อกับ Mail Server จากนั้นจะ Download และลบ E-mail ออกจาก Server หรือ Download เพียงอย่างเดียวแล้วทิ้ง E-mail ไว้บน Server ภายหลังจากที่ E-mail ถูก Download มาที่เครื่อง Client เรียบร้อยแล้ว Client จะตัดการเชื่อมต่อออกจาก Server หลังจากนั้น E-mail จะถูก Process ที่เครื่อง Client ทั้งหมด ข้อได้เปรียบของการทำงานแบบนี้ก็คือ Client แต่ละเครื่องใช้เวลาในการเชื่อมต่อกับเครื่อง Mail Server น้อยมากอีกทั้งยังต้องการเนื้อที่เก็บ E-mail บน Server น้อยด้วยเช่นกัน แต่ข้อเสียก็คือไม่สามารถอ่าน E-mail จาก Client เครื่องอื่นได้อีกหากว่าเรา Set ให้ลบ Mail บน Server หลังจาก Download เสร็จ หรือ ไม่สามารถบอกได้ว่า Mail ฉบับไหนเคยอ่านไปแล้วบ้าง หากเรา Set ค่าแบบ ให้ทิ้ง E-mail ไว้บน Server อีกประการหนึ่งคือเครื่อง Client จะต้องมีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากเป็นผู้ Process E-mail ด้วยตนเอง


2. IMAP  (Internet Message Access Protocol Version)
IMAP จะมีการทำงานในแบบที่เรียกว่า Online Model ผสานกับ Disconnected Model กล่าวคือ การจัดการและการ Process E-mail ทั้งหมดจะถูกจัดการที่ Server เพียงอย่างเดียว Client มีหน้าที่เพียงแค่อ่าน E-mail หรือส่งคำสั่งไป Process E-mail บน Server เท่านั้น แบบนี้มีข้อดีก็คือท่านสามารถอ่าน E-mail จากที่ใดก็ได้ เนื่องจาก E-mail จะถูกเก็บอยู่ใน Server เสมอ และจะมีสถานะบอกด้วยว่า E-mail ฉบับใดมาใหม่ ฉบับใดมีการอ่านหรือตอบกลับไปแล้ว แต่ข้อเสียก็คือ Server จะต้องเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง และในระหว่างการอ่านหรือ Process E-mail เครื่อง Client จะต้องเชื่อมต่อกับ Server ตลอดเวลา ดังนั้นจึงทำงานได้ช้ากว่าแบบ POP


3. WEB Based
Web Base Mail เช่น อีเมล์ของ hotmail.com, chaiyo.com ซึ่งหากต้องการใช้งานอีเมล์เหล่านี้ จะต้องใช้งานโดยผ่านทางเว็บบราวเซอร์ เช่น Internet Explorer, Firefox ก็สามารถเข้าเช็คอีเมล์หรือเขียนอีเมล์ได้อย่างสะดวก ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเสมอไป เพราะโปรแกรมอีเมล์ดังกล่าวได้ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี Web-based Application ที่ใช้โปรแกรมเว็บบราวเซฮร์เป็นเครื่องมือในการเปิดโปรแกรมใช้งาน จึงทำให้โปรแกรมอีเมล์สามารถทำงานได้เหมือนกับการเข้าไปดูเว็บไซต์ทั่วไป







4.ขั้นตอนการขอใช้บริการอีเมล์
ขั้นตอนการขอใช้บริการ
ทำการของบัญชีผู้ใช้งานที่สำหนักคอมพิวเตอร์(ระบบจะทำการสร้างบัญชีผู้ใช้งานจดหมายอีเล็กทรอนิกส์ที่ ๆ ต้นชั่วโมง ดังนั้น ถ้าขอบัญชีตอน 11:05 จะสามารถใช้งานได้ในเวลาประมาณ 12:10 เป็นต้น)
ทำการเปลี่ยนรหัสผ่าน โดยใช้บัญชีผู้ใช้งานของสำนักคอมพิวเตอร์
ทำการเปลี่ยนได้ที่ http://mail.buu.ac.th/ChangePasswd.aspxx
ทำการเปลี่ยนได้ที่เครื่องที่สำนักคอมพิวเตอร์ให้บริการโดยการกด Ctrl + Alt + Del แล้วเลือก Change Password
เมื่อทำการเปลี่ยนรหัสผ่านแล้วจะสามารถใช้งานได้ที่ WindowsLive
โดยอีเมล์จะเป็น  รหัสนิสิต@live.buu.ac.th
รหัสผ่านจะเป็น   รหัสผ่านที่นิสิตกำหนดขึ้นมา
สามารถดูเอกสารประกอบได้ ที่นี่
LAST_UPDATED2
 
ขั้นตอนการขอใช้บริการ
ทำการของบัญชีผู้ใช้งานที่สำหนักคอมพิวเตอร์(ระบบจะทำการสร้างบัญชีผู้ใช้งานจดหมายอีเล็กทรอนิกส์ที่ ๆ ต้นชั่วโมง ดังนั้น ถ้าขอบัญชีตอน 11:05 จะสามารถใช้งานได้ในเวลาประมาณ 12:10 เป็นต้น)
ทำการเปลี่ยนรหัสผ่าน โดยใช้บัญชีผู้ใช้งานของสำนักคอมพิวเตอร์
ทำการเปลี่ยนได้ที่ http://mail.buu.ac.th/ChangePasswd.aspxx
ทำการเปลี่ยนได้ที่เครื่องที่สำนักคอมพิวเตอร์ให้บริการโดยการกด Ctrl + Alt + Del แล้วเลือก Change Password
เมื่อทำการเปลี่ยนรหัสผ่านแล้วจะสามารถใช้งานได้ที่ WindowsLive
โดยอีเมล์จะเป็น  รหัสนิสิต@live.buu.ac.th
รหัสผ่านจะเป็น   รหัสผ่านที่นิสิตกำหนดขึ้นมา

ขั้นตอนการขอใช้บริการ
ทำการของบัญชีผู้ใช้งานที่สำหนักคอมพิวเตอร์(ระบบจะทำการสร้างบัญชีผู้ใช้งานจดหมายอีเล็กทรอนิกส์ที่ ๆ ต้นชั่วโมง ดังนั้น ถ้าขอบัญชีตอน 11:05 จะสามารถใช้งานได้ในเวลาประมาณ 12:10 เป็นต้น)
ทำการเปลี่ยนรหัสผ่าน โดยใช้บัญชีผู้ใช้งานของสำนักคอมพิวเตอร์
ทำการเปลี่ยนได้ที่ http://mail.buu.ac.th/ChangePasswd.aspxx
ทำการเปลี่ยนได้ที่เครื่องที่สำนักคอมพิวเตอร์ให้บริการโดยการกด Ctrl + Alt + Del แล้วเลือก Change Password
เมื่อทำการเปลี่ยนรหัสผ่านแล้วจะสามารถใช้งานได้ที่ WindowsLive
โดยอีเมล์จะเป็น  รหัสนิสิต@live.buu.ac.th
รหัสผ่านจะเป็น   รหัสผ่านที่นิสิตกำหนดขึ้นมา







5.การเขียนและการส่งจดหมาย
วิธีการเขียนและส่งจดหมาย
คลิ๊ก Compose บนแถบเมนูหลัก.
กรองชื่ออีเมล์ของผู้รับในช่อง To . ต้องกรองอีเมล์อย่างน้อย1ชื่อในช่อง.
(ข้อกำหนดเพิ่มเติม)  กรอกชื่ออีเมล์ของผู้รับท่านอื่นเพิ่มเติมในช่อง Cc และ Bcc .  (อะไรคือ Cc และ Bcc?)
(ข้อกำหนดเพิ่มเติม)  กรอกชื่อหัวข้อจดหมายในช่อง Subject .
เขียนข้อความจดหมายของคุณลงในช่องขนาดใหญ่.
คลิ๊ก Send Message เมื่อคุณเสร็จสิ้นการเขียนข้อความของคุณ. ข้อความยืนยันการส่งจะแสดงขึ้นมาหลังจากจดหมายได้ถูกส่งออกเรียบร้อยแล้ว.
วิธีการส่งไฟล์แนบจดหมาย
การเขียนจดหมายใหม่. (วิธีการเขียนและส่งจดหมาย)
กรอกที่ตั้งพร้อมชื่อไฟล์ที่ต้องการจะแนบในช่อง Attach .

หากคุณไม่ทราบที่ตั้งของไฟล์. ให้คลิ๊กปุ่ม Browse ซึ่งอยู่ถัดจากช่อง Attach . หน้าต่างวินโดว์จะแสดงขึ้นมาเพื่อให้ค้นหา.
เปิดช่องเอกสารซึ่งบรรจุแฟ้มที่คุณจะแนบ.  กดบนแฟ้ม.  ชื่อของแฟ้มจะปรากฏโดยอัตโนมัติในช่อง File name .
คลิ๊ก Open.  หน้าต่างวินโดว์จะปิดลงไปและชื่อไฟล์ที่จะแนบจะแสดงขึ้นในช่อง Attach .
คลิ๊ก Send Message.
*บันทึก: สามารถแนบไฟล์ขนาดใดก็ได้. อย่างไรก็ตาม, พื้นที่เก็บจดหมายของคุณจะจำกัดอยู่ที่ 6MB.  จดหมายที่ถูกส่งออกทั้งหมดจะถูกเก็บอยู่ในช่องเอกสารส่ง.  การแนบไฟล์ใหญ่ๆอาจจะทำให้พื้นที่ในช่องเอกสารส่งจดหมายของคุณไม่เพียงพอ.  คุณสามารถเลือกที่จะไม่เก็บรักษาจดหมายส่งออกได้โดยการตั้งค่าการใช้งาน.







6.องค์ประกอบภายในกล่องจดหมาย
หน้ากล่องจดหมาย ซึ่งประกอบด้วยฟังก์ชั่นมากมาย มีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้
  เมนูด้านซ้าย: กดลิงค์ กล่องจดหมายที่เมนูด้านซ้าย เมนูด้านซ้ายนี้เป็นส่วนที่เป็นโครงสร้างของบัญชีในการจัดเก็บข้อมูล นอกจากกล่องจดหมาย แล้วยังมีกลุ่มของจดหมายดังนี้
o   ติดดาว: คือรายการจดหมายที่เลือกให้ติดดาวไว้เพื่อจัดแยกหมวดหมู่ของจดหมาย
o   การแชท: คือรายการการสนทนาผ่าน Google Talk ที่ผ่านมาแล้ว
o   จดหมายที่ส่งแล้ว: คือรายการจดหมายที่ถูกส่งออกไปแล้ว
o   ร่างจดหมาย: คือรายการจดหมายที่เขียนและบันทึกเป็นร่างจดหมายไว้
o   จดหมายทั้งหมด: คือรายการจดหมายทั้งหมดรวมทั้งที่เก็บลงฐานข้อมูล(Archive)ไว้ด้วย
o   จดหมายขยะ: คือรายการจดหมายที่ถูกตรวจสอบจากระบบว่าเป็น SPAM
o   ถังขยะ: คือรายการจดหมายที่ถูกลบ
·         การค้นหา: แบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้
o   ค้นหาจดหมาย: สามารถใช้ฟังก์ชั่นเพื่อค้นหาจดหมายได้โดยใส่ข้อความที่เฉพาะเจาะจงในการค้นหาแล้วกดปุ่ม ‘ค้นหาจดหมาย’
o   ค้นหาในเว็บ: สามารถใช้ฟังก์ชั่นเพื่อค้นหาข้อมูลในเว็บได้โดยใส่ข้อความที่เฉพาะเจาะจงในการค้นหาแล้วกดปุ่ม ‘ค้นหาในเว็บ’








7.การอ่านจดหมาย
การอ่านจดหมาย
เมนู INBOX
    หน้าจอแรกที่ปรากฏคือ INBOX เป็นส่วนที่แสดงรายการจดหมายที่ได้รับ หากหน้าจอของท่านไม่แสดง INBOX ท่านสามารถเปิดหน้าต่างของ INBOX โดยคลิกที่ มุมบนซ้ายของหน้าต่าง


<><><>
สัญลักษณ์ใน inbox
Date แสดงวันที่ที่ส่งจดหมาย
From แสดงชื่อผู้ส่งจดหมาย
Subject แสดงหัวเรื่องของจดหมาย
Size แสดงขนาดของจดหมาย
หมายถึง จดหมายที่ตอบแล้ว
หมายถึึง จดหมายที่ยังไม่ได้อ่าน
หมายถึง มีแฟ้มข้อมูลส่งมากับจดหมายด้วย
หมายถึง ช่องระบุความต้องการเลือกจดหมายฉบับนั้น

- หากต้องการอ่านจดหมายฉบับใดให้คลิกที่ชื่อผู้ส่งหรือหัวเรื่องของจดหมายฉบับนั้น
- หากต้องการอ่านจดหมายฉบับถัดไปให้คลิกเครื่องหมาย >
 -หากต้องการอ่านจดหมายฉบับก่อนหน้าให้คลิกเครื่องหมาย
- กรณีจดหมายนั้นมีไฟล์แนบมากับจดหมายด้วย สามารถแยกไฟล์ออกจากจดหมายที่ส่งมาได้
- จดหมายที่มีไฟล์ส่งมาด้วยจะปรากฏสัญลักษณ์ รูป disket พร้อมชื่อไฟล์ที่ส่งมา
- การเก็บไฟล์ออกจากจดหมายให้คลิกที่สัญลักษณ์ รูป disket
- คลิก OK เพื่อบันทึกไฟล์ลงในไดเรกทอรีที่ต้องการ









8.การตอบจดหมายกลับ
ขั้นตอนการตอบกลับจดหมาย
1. ในช่อง To: ป้อนชื่ออีเมล์ (E-Mail) ของผู้ที่เราจะส่งไปหา
2. ในช่อง Subject: เป็นหัวข้อเรื่อง
3. ในช่อง Cc: เป็นชื่ออีเมล์ (E-Mail) ของผู้ที่เราจะส่งไปหาในกรณีที่ต้องการส่งไปถึงคนที่ 2, 3 ไม่ต้องใส่ก็ได้
4. ในช่อง Bcc: เป็นชื่ออีเมล์ (E-Mail) ของผู้ที่เราจะส่งไปหาในกรณีที่ต้องการส่งไปถึงคนที่ 2, 3 และไม่ ต้องการให้ผู้รับทราบว่าเราส่งไปถึงใครบ้าง ไม่ต้องใส่ก็ได้
5. ส่วนของ Attachments: ในกรณีที่ต้องการส่งแฟ้มข้อมูลแนบไปด้วยกับจดหมาย
6. เราสามารถพิมพ์เนื้อหาของจดหมายในส่วนของ Message Box ได้เลย
7. เมื่อพิมพ์จดหมายและป้อนข้อมูลต่าง ๆ ครบแล้วก็คลิกเมาส์ (Mouse) ที่ปุ่ม Send เพื่อส่งจดหมายหลังจากคลิกที่ปุ่ม Send เพื่อส่งจดหมายแล้ว จะปรากฎหน้าจอ ซึ่งสามารถจัดเก็บชื่ออีเมล์ (E-Mail) ของผู้ที่เราส่งจดหมายไปหา หากไม่จัดเก็บก็คลิก ปุ่ม Inbox เพื่อกลับไปยังกล่องจดหมาย หรือถ้าต้องการเขียนจดหมายฉบับใหม่ก็สามารถคลิกที่ปุ่ม Compose ได้เลย







9.การส่งต่อจดหมาย
ท่านสามารถส่งต่อจดหมายที่ท่านได้รับไปให้บุคคลอื่นได้ โดยสามารถทำได้ 2 แบบ ได้แก่
ส่งต่อจดหมายแบบ Redirect หมายถึง การส่งต่อจดหมายโดยคงชื่อผู้ส่งเดิมไว้
ส่งต่อจดหมายแบบ Forward หมาย ถึง การส่งต่อจดหมายโดยใช้ชื่อผู้ส่งต่อ เนื้อหาของจดหมายที่ส่งต่อสามารถถูกดัดแปลง แก้ไข เพิ่มเติม หรือถูกลบออกโดยผู้ส่งต่อได้
5.1 ส่งต่อจดหมายแบบ Redirect ( จดหมายที่คงชื่อผู้ส่งจดหมายคนเดิม)
5.1.1 คลิกที่ Redirect

5.1.2 พิมพ์ที่อยู่อีเมลของผู้รับ

5.1.3 คลิกที่ Send Message เพื่อส่งจดหมาย
5.2 การส่งจดหมายแบบ Forward (ชื่อผู้ส่งต่อจดหมายเป็นชื่อผู้ส่งจดหมาย)
5.2.1 คลิกที่ Forward
5.2.2 พิมพ์ชื่อที่อยู่อีเมลของผู้รับ ผู้ส่งสามารถเพิ่มเติมข้อความหรือ
ลบข้อความตามที่ต้องการก่อนส่งต่อจดหมายได้

5.2.3 คลิกที่ Send Message เพื่อส่งจดหมาย






10.การลบจดหมาย
     เมื่อท่านใช้บริการรับส่งจดหมาย e-Mail มาถึงระดับหนึ่ง จดหมายจะเต็มกล่องเก็บจดหมาย เมื่อจดหมายเต็มกล่องเก็บแล้วจะส่งผลให้โปรแกรม  Mail ไม่ทำงาน การจัดการลบจดหมายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่ง ขั้นตอนการลบจดหมายมีดังนี้

ขั้นตอน
1. คลิกที่ Inbox เมื่อคลิกแล้วจะได้กรอบ Inbox ดังภาพ
 
2. จากนั้นคลิกเครื่องหมายถูกที่กรอบสี่เหลี่ยม ดังภาพ แล้วคลิกปุ่ม Delete ตามลำดับ
 
3.จดหมายก็จะถูกลบออกจากกล่อง Inbox จดหมายที่ถูกลบออกไปจะถูกนำไปเก็บที่ Trash Can และจะถูกลบโดยอัตโนมัติต่อไป นั้นหมายความว่าหากท่านลบจดหมายผิด ท่านยังสามารถกู้จดหมาย จากกล่อง Trash Can นี้ได้ โดยการ คลิกที่ Trash Can แล้วคลิกเครื่องหมายถูกในกรอบสี่เหลี่ยมหน้าจดหมายที่ต้องการกู้ จากนั้นมาคลิกที่เมนู Recover to Folder แล้วเลือกกล่องจดหมายที่ต้องการกู้ไปเก็บไว้ ดังภาพ






11.การกู้จดหมายกลับคืน
โดยทั่วไป คุณสามารถกู้คืนกล่องจดหมายที่ลบได้ ถ้ากล่องจดหมายนั้นถูกลบในระยะเวลาไม่เกิน 30 วันที่ผ่านมา สำหรับคำอธิบายเมื่อกล่องจดหมายที่ถูกลบไม่สามารถกู้คืนได้ โปรดดูที่ กล่องจดหมายที่ลบ
คุณสามารถกู้คืนกล่องจดหมายที่ถูกลบในแผงควบคุม Exchange สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ การกู้คืนกล่องจดหมายที่ถูกลบ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถใช้ Windows PowerShell หากคุณต้องการ ตัวเลือกของคุณมีดังนี้
สำหรับ Microsoft Live@edu
http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=1314986436091797758#LiveAtEduUseExistingUserID   ตัวเลือกนี้สามารถใช้งานได้ถ้าคุณเก็บ Windows Live ID ไว้เมื่อคุณลบกล่องจดหมาย
http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=1314986436091797758#LiveAtEduRecoverUserID   ตัวเลือกนี้สามารถใช้งานได้ถ้าคุณไม่เก็บ Windows Live ID ไว้เมื่อคุณลบกล่องจดหมาย
http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=1314986436091797758#LiveAtEduCreateNewUserID   ตัวเลือกนี้จะสามารถใช้งานได้เสมอเมื่อคุณกู้คืนกล่องจดหมายที่ถูกลบ อย่างไรก็ตาม Windows Live ID ที่คุณระบุต้องแตกต่างจาก Windows Live ID เดิมที่เคยเชื่อมโยงกับกล่องจดหมายที่ถูกลบ
http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=1314986436091797758#LiveAtEduFederated    โดเมนภายนอก จะใช้ข้อมูลประจำตัวในสถานที่เพื่อเข้าถึงกล่องจดหมายในองค์กร Cloud-Based ในโดเมนภายนอก คุณสามารถสร้างและลบกล่องจดหมายใน Windows PowerShell เท่านั้น ถ้าคุณทราบพารามิเตอร์ WindowsLiveID และ FederatedIdentity ที่ใช้ในการสร้างกล่องจดหมาย คุณจะสามารถกู้คืนกล่องจดหมายที่ลบได้
สำหรับ Microsoft Office 365
การกู้คืนกล่องจดหมายที่ถูกลบและ Microsoft Online Services ID และรหัสผ่านเดิมใน Office 365
การกู้คืนกล่องจดหมายที่ถูกลบและสร้าง Microsoft Online Services ID ใหม่ใน Office 365    Microsoft Online Services ID ที่คุณระบุต้องแตกต่างจาก Microsoft Online Services ID เดิมที่เคยเชื่อมโยงกับกล่องจดหมายที่ถูกลบ









แบบทดสอบบทที่ 6

บทที่ 7 การโอนย้ายข้อมูลข้ามเครือข่าย

บทที่ 7 การโอนย้ายข้อมูลข้ามเครือข่าย
(File Transfer Protocol: FTP)
การโอนย้ายข้อมูลข้ามเครือข่าย(File Transfer Protocol: FTP)

FTP หรือ File Transfer Protocol เป็นบริการโอนย้ายข้อมูลข้ามเครือ ข้อมูลที่โอนย้ายมีหลายรูปแบบ เช่น ข้อความ เพลง รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว ข่าวสาร โปรแกรมคอมพิวเตอร์ฯลฯ โดยการโอนย้ายข้อมูลจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

Download คือ การนำข้อมูลจากเครื่องที่ให้บริการ FTP หรือ จากระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมาเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา

Upload คือ การนำข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราไปไว้ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

การใช้งาน FTP สามารถกระทำได้โดยผ่านโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) หรือสามารถทำได้ในรูปแบบของ Text Mode ผ่าน Unix ด้วยคำสั่ง Get , Put หรือ Graphics Mode ผ่าน Microsoft Windows เช่น การใช้โปรแกรม Win FTP Light , Cute FTP (http://www.nectec.or.th/courseware/internet/index.html)

การใช้บริการ FTP สามารถทำได้ทั้งผู้ที่เป็นสมาชิก FTP Server และบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นสมาชิก โดยสามารถเข้าไปใช้บริการได้บางประเภทในนามของ Anonymous FTP

Anonymous FTP คือ บริการดาวน์โหลดข้อมูลที่เปิดให้บริการแบบสาธารณะโดยมี Login ที่เป็นตัวกลางในการเข้าถึง FTP Server




1.ลักษณะการโอนย้ายข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต
    การโอนย้ายข้อมูล หรือที่นิยมเรียกกันว่า FTP เป็นการสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้กันมากพอสมควรในอินเตอร์เน็ต โดยอาจใช้เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลรวมถึงโปรแกรมต่าง ๆ ทั้งที่เป็น freeware sharewareจากแหล่ง ข้อมูลทั้งหลายมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ใช้งานอยู่ ปัจจุบันมีหน่วยงานหลายแห่งที่กำหนดให้Serverของตนทำหน้าที่เป็น FTP site เก็บรวบรวมข้อมูลและโปรแกรมต่าง ๆ สำหรับให้บริการ FTP ที่นิยมใช้กันมากได้แก่WS_FTP, CuteFTP
             
                 การโอนย้ายไฟล์สามารถแบ่งได้ดังนี้ คือ

                1. การดาวน์โหลดไฟล์ (Download File ) การดาวน์โหลดไฟล์ คือ การรับข้อมูลเข้ามายังเครื่อง
คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ ในปัจจุบันมีหลายเว็บไซต์ที่จัดให้มีการดาวน์โหลดโปรแกรมได้ฟรี เช่น www.download.com

                2. การอัพโหลดไฟล์ (Upload File) การอัพโหลดไฟล์คือการนำไฟล์ข้อมูลจากเครื่องของผู้ใช้ไปเก็บไว้
ในเครื่องที่ให้บริการ (Server) ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เช่น กรณีที่ทำการสร้างเว็บไซต์ จะมีการอัพโหลดไฟล์ไปเก็บไว้
ในเครื่องบริการเว็บไซต์ (Web server ) ที่เราขอใช้บริการพื้นที่ (web server) โปรแกรมที่ช่วยในการอัพโหลดไฟล์เช่น FTP Commander

  การโอนถ่ายข้อมูลหรือเอฟทีพี (File Transfer Protocol - FTP)     เป็นบริการหนึ่งของ         อินเทอร์เน็ตหมายถึง การดึงไฟล์จากคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา โดยที่เราสามารถคัดลอก ถ่ายโอนข้อมูล รูปภาพ เสียง วิดีโอและโปรแกรมต่าง ๆ จากอินเทอร์เน็ตได้
เอฟทีพีนี้เป็นวิธีการหลักในการส่งไฟล์ผ่านอินเทอร์เน็ตซึ่งมีคำที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 ลักษณะคือ
                การดาวน์โหลด  (Download) หมายถึง การดึงข้อมูลจากคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งซึ่งเป็นต้นทางมาเก็บไว้ยังเครื่องของเรา โดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์
                การอัพโหลด  (Upload) หมายถึง การนำข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ไปเก็บไว้ยังเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องที่ปลายทาง โดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์เรียกได้ว่าตรงกันข้ามกับดาวน์โหลด




2.ประเภทของโปรแกรมที่ดาวล์โหลด
ประเภทของโปรแกรมที่ดาวน์โหลด
1.แชร์แวร์ ( Shareware )
    แชร์แวร์ ( Shareware ) คือ โปรแกรมรุ่นทดลองใช้ ซึ่งผู้ผลิตจะกำหนดระยะเวลาในการใช้

2.เดโมแวร์  ( Demoware )
   เดโมแวร์  ( Demoware ) คือ โปรแกรมรุ่นทดลองใช้ ซึ่งมีขอบเขตในการใช้งาน โปรแกรมเต็มรูปแบบอาจจะมี  5  เมนู  แต่เดโมแวร์ จะใช้ได้แค่ 2 เมนู

3.โปรแกรมรุ่นเบต้า  ( Beta Software )
   โปรแกรมรุ่นเบต้า  ( Beta Software )  จะเป็นโปรแกรมที่สร้างไม่สมบูรณ์แต่มักจะนำไปใช้ก่อน และเมื่อมีปัญหาก็ให้ผู้ใช้แจ้งกลับมายังผู้ผลิต เพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุงต่อไป

โปรแกรมฟรี ( Freeware )
   คือ โปรแกรมที่ให้ฟรีและใช้งานได้เต็มรูปแบบเหมือนที่มีการซื้อขาย
ขั้นตอนของการดาวน์โหลด
            การดาวน์โหลดข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1.การดาวน์โหลดประเภทข้อมูล  ผู้ขอใช้บริการสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากโปรแกรมต่างๆ เช่น http://www.sanook.com/ , http://www.thaiware.com/ , http://www.hunsa.com/
 เป็นต้น ซึ่งไฟล์ข้อมูลจะประกอบด้วย ไฟล์โปรแกรม ไฟล์เกม และไฟล์ประเภทอื่นๆอีกมากมาย
2. การดาวน์โหลดประเภทรูปภาพ สามารถทำได้หลายกรณี เช่น บันทึกเป็นไฟล์รูปภาพ บันทึกเป็นภาพ Background บันทึกเป็นภาพ Desktop Item เป็นต้น
การจัดการข้อมูลด้วยโปรแกรม Winzip
            เป็นโปรแกรมที่ช่วยในการขยายไฟล์ จะแบ่งการทำงานเป็น 2 แบบ คือ
1.      Wizard จะอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับขั้นตอนในการทำงาน โดยเพียงแต่ตอบคำถามทีละขั้นตอนที่โปรแกรมกำหนดเท่านั้น
2.      Classic แบบนี้ผู้ใช้โปรแกรมจะเป็นคนกำหนดทั้งหมดตามความต้องการ
การบีบอัดไฟล์ข้อมูลด้วย Winzip
1.      คลิกขวาที่ไฟล์ หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการทำการบีบอัดข้อมูล
2.      เลือกที่ Winzip --> Add to Zip file…
3.      คลิกที่ New
4.      เลือก Drive และโฟลเดอร์ที่ต้องการจัดเก็บข้อมูลที่ช่อง Save in : พร้อมทั้งตั้งชื่อไฟล์ Zip ที่ช่อง File name :
5.      แสดงสถานะในขณะทำงานของโปรแกรม Winzip
6.      แสดงรายละเอียดของไฟล์ข้อมูลทั้งหมดที่ทำการบีบอัดข้อมูล
7.      เมื่อกลับไปดูที่ Drive และโฟล์เดอร์ที่ได้กำหนดให้จัดเก็บไฟล์ข้อมูล จะปรากฏไฟล์ Zip ที่สร้างใหม่
การขอพื้นที่สร้างโฮมเพจ
            สามารถขอได้จากเว็บไซต์หลากหลายที่ให้บริการซึ่งเมื่อได้สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์เพื่อสร้างโฮมเพจแล้ว จะได้รับพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล และเมื่อเราได้สร้างโฮมเพจของเราเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถที่จะทำการอัพโหลด (Upload) โฮมเพจไปไว้ยังเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ทันที
การโอนย้ายข้อมูลด้วยโปรแกรม WS-FTP
            โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมที่ช่วยให้เราสามารถอัพโหลดข้อมูลไปยังระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว




3.ขั้นตอนของการดาวล์โหลด
ก่อนที่คุณจะทำการอัปโหลดภาพที่หน้า อัปโหลดภาพ โปรดแน่ใจว่าได้อ่านและปฏิบัติตามนโยบายการใช้ภาพแล้ว จำไว้ว่า ภาพส่วนใหญ่บนอินเทอร์เน็ตมีลิขสิทธิ์และไม่ควรอัปโหลดเข้าสู่ระบบของวิกิพีเดีย; ดูนโยบายการใช้ภาพของวิกิพีเดีย หากคุณไม่ได้เป็นผู้สร้างไฟล์นี้เองหรือไม่สามารถระบุสถานะลิขสิทธิ์ของภาพได้ โปรดอย่าอัปโหลดภาพเข้าสู่ระบบ
ใช้แบบฟอร์มที่หน้า อัปโหลดภาพ เพื่ออัปโหลดไฟล์ภาพใหม่ ที่จะนำมาใช้ในหน้าของคุณ คุณจะเห็นปุ่ม "Browse..." ในเบราว์เซอร์ ซึ่งจะแสดงกรอบโต้ตอบมาตรฐาน สำหรับการเปิดไฟล์ของระบบปฏิบัติการของคุณ เมื่อเลือกไฟล์แล้ว ให้ใส่ชื่อไฟล์ โดยชื่อไฟล์ที่เป็นคำอธิบาย (เช่น "Cembridge, USA.jpg") เพื่อป้องกันการซ้ำกับไฟล์ที่มีเนื้อหาคนละอย่างกัน คุณจำเป็นต้องทำเครื่องหมายลงในกล่องทำเครื่องหมาย เพื่อยืนยันว่าคุณไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ใด ๆ จากการอัปโหลดไฟล์นี้ กดปุ่ม "อัปโหลด" เพื่อเริ่มการอัปโหลด หากคุณใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำ การอัปโหลดอาจใช้เวลาสักครู่หนึ่ง
เมื่อต้องการดูหรือค้นหาภาพที่อัปโหลดไว้ก่อนหน้านี้ ให้ไปที่ รายการภาพที่อัปโหลดแล้ว การอัปโหลดและการลบภาพได้ถูกบันทึกลงใน ปูมการอัปโหลด
ไฟล์ที่เหมาะสมควรมีรูปแบบดังนี้ JPEG สำหรับภาพถ่าย, PNG สำหรับภาพเขียนและภาพวาด และ OGG สำหรับเสียง กรุณาตั้งชื่อไฟล์ที่สื่อความหมาย เพื่อป้องกันการสับสน เมื่อต้องการใส่รูปภาพ ให้ใช้ลิงก์ที่มีรูปแบบดังนี้ [[ไฟล์:file.jpg]] หรือ [[ไฟล์:file.png|คำอธิบาย]] หรือ [[ไฟล์:file.ogg]] สำหรับเสียง
โปรดทราบว่าผู้ใช้คนอื่นอาจแก้ไขไฟล์ที่คุณอัปโหลด หากพวกเขาคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อโครงการ หรือลบไฟล์ทิ้งและบล็อกไม่ให้คุณอัปโหลดไฟล์ได้ ในกรณีที่คุณอัปโหลดไฟล์ที่ไม่เหมาะสมเข้าสู่ระบบ





4.การจัดการข้อมูลด้วยโปรแกรม Winzip
การจัดการข้อมูลด้วยโปรแกรม Winzip
        บางครั้งไฟล์หรือโปรแกรมต่าง ๆ ที่เปิดให้ดาวน์โหลดทางอินเตอร์เน็ตนั้นมีขนาดใหญ่ จึงจำเป็นต้องบีบอัดข้อมูลให้มีขนาดเล็กก่อน เพื่อที่จะทำให้การดาวน์โหลดทำได้รวดเร็วขึ้น เราสามารถสังเกตได้ว่าไฟล์ใดใช้วิธีบีบอัดข้อมูลมา โดยดูได้จากนามสกุลของไฟล์นั้น จะมีนามสกุล . zip เมื่อดาวน์โหลดข้อมูลมาแล้วต้องทำการขยายไฟล์ข้อมูลก่อนจึงจะสามารถอ่านข้อมูล หรือนำไปใช้งานได้ โปรแกรมที่ใช้ช่วยในการขยายไฟล์ คือ โปรแกรม Winzip
        โปรแกรม Winzip จะแบ่งการทำงานออกเป็น 2 แบบ คือ
1.             Winzip จะช่วยอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับขั้นตอนในการทำงาน โดยเพียงแต่ตอบคำถามทีละขั้นตอนตามที่โปรแกรมกำหนดเท่านั้น
2.             Classic แบบนี้ผู้ใช้โปรแกรมจะเป็นคนกำหนดทั้งหมดตามความต้องการใช้งาน




5.การขอพื้นที่สร้างโฮมเพจ
.1. ต้องใช้พื้นที่โฮมเพจเป็นที่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลของหน่วยงานที่เป็นประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัย เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้บุคคลทั่วไปและหน่วยงานอื่นๆ ได้ทราบโดยทั่วถึงกัน
2. จะต้องไม่นำข้อมูลที่ไม่เหมาะสมใส่ไว้ในโฮมเพจ อาทิเช่น
ข้อความไม่สุภาพ
ต้องเป็นข้อมูลที่ไม่ขัดต่อพระาชบัญญัติลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา
ไม่นำเสนอภาพลามกอนาจาร
ไม่ลงโฆษณาหรือข้อมูลทางด้านการค้า
ไม่นำเสนอภาพที่ไม่เหมาะสม หรือขัดต่อศีลธรรมประเพณีอันดีงามของไทย
จะต้องไม่ล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น

3. หน้าแรกของโฮมเพจหน่วยงานให้ตั้งชื่อเป็น index.html
4. จะต้องไม่ล่วงละเมิด บุกรุกหรือรันโปรแกรมจนเป็นเหตุให้ระบบของเซิร์ฟเวอร์ได้รับความเสียหาย
5. สำนักบริการคอมพิวเตอร์สงวนสิทธิในการตรวจสอบข้อมูล/แฟ้มข้อมูลของบัญชีผู้ใช้ใดๆ เพื่อดูแลระบบและรักษาความปลอดภัยโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
6. สำนักบริการคอมพิวเตอร์ไม่รับประกันความเสียหายและสูญหายของข้อมูลโฮมเพจ ผู้ใช้ควรสำเนาข้อมูลโฮมเพจหรือมีต้นฉบับโฮมเพจแยกเก็บไว้เองด้วย
7. กฎระเบียบข้อบังคับอื่นๆ สามารถอ่านได้จาก
http://pirun.ku.ac.th./rule-penalty.html
http://www.ku.ac.th/NontriFAQ/index.html




6.การโอนย้ายข้อมูลด้วยโปรแกรม WS-FTP
การโอนย้ายข้อมูลด้วยโปรแกรม WS-FTP
          โปรแกรม  WS-FTP จะช่วยให้เราสามารถอัพโหลด ( Upload ) ข้อมูลไปยังระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ดังนั้นเราจึงได้ทำการติดตั้งโปรแกรมเพื่อใช้งาน  ดังต่อไปนี้

การติดตั้งโปรแกรม WS-FTP
1.       คลิกเลือกเพื่อทำการติดตั้งโปรแกรม WS-FTP
2.       เตรียมการติดตั้งโปรแกรม
3.       คลิก Next เพื่อเริ่มติดตั้งโปรแกรม
4.       แสดงหน้าต่างของข้อตกลงสำหรับการติดตั้งโปรแกรม ให้คลิกเลือก I accept … เพื่อยอมรับในเงื่อนไข และคลิกที่ Next
5.       กำหนดตำแหน่งในการจัดเก็บโปรแกรมให้คลิกที่ Next
6.       กำหนดชื่อของโฟลเดอร์ที่จะเก็บโปรแกรมให้คลิกที่ Next
7.       แสดงหน้าต่าง Start Copying Files คลิกที่ Next
8.       แสดงสถานะของการติดตั้งโปรแกรม
9.       คลิกที่ Finish เมื่อสิ้นสุดการติดตั้งโปรแกรม
การใช้งานโปรแกรม WS-FTP
        เมื่อติดตั้งโปรแกรม WS-FTP เรียบร้อยแล้ว จะต้องกำหนดค่าเพื่อใช้งานในโปรแกรม โดยสามารถที่จะปฏิบัติได้ ดังต่อไปนี้
1.       ปรากฏหน้าจอ Welcome คลิกที่ Next
2.       ปรากฏหน้าจอ Site Name สำหรับกำหนดชื่อของ Site เพื่อไว้จัดเก็บข้อมูลทั้งหมดที่อัพโหลดไปยังเครื่องแม่ข่าย ( Server )  เช่นเดียวกับการกำหนดโฟลเดอร์ไว้ที่เครื่องแม่ข่าย  เช่น kulrapee  แล้วคลิกที่ Next
3.       ขั้นต่อมาจะปรากฏหน้าจอ Server Address เพื่อกำหนดหมายเลข IP Address ของเครื่องแม่ข่ายที่เราต้องการจะนำข้อมูลไปอัพโหลดไว้ เมื่อกำหนดเรียบร้อยแล้วให้คลิกที่ Next
4.       User Name และ Password จะต้องถูกกำหนดเมื่อเราได้ขอพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลของเว็บไซต์กับเว็บไซต์ที่ให้บริการ หรือผู้บริการด้านอินเตอร์เน็ต (ISP) ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการเช่าพื้นที่ หรือการขอพื้นที่ฟรีก็ตาม
5.       Connection Type จะต้องกำหนดรูปแบบของการติดต่อให้เลือก FTP แล้วคลิกที่ Next
6.       Finish จะแสดงรายละเอียดสำหรับการติดต่อกับเครื่องแม่ข่าย ( Server ) รวมทั้ง User Name และ Password ทั้งหมดที่ได้กำหนดไว้ในขั้นตอนข้างต้น แล้วคลิกที่ Finish

แบบทดสอบบทที่ 7

บทที่ 8 การค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต

บทที่ 8การค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต
การสืบค้นข้อมูล
การนำความรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต มาประยุกต์ใช้ในการศึกษาหาความรู้ ได้แก่ การสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต โดยการใช้งานอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับการศึกษานี้จะสามารถแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ระดับดังนี้

    1. การสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต 2. การนำข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาใช้งาน 3. การสร้างแหล่งข้อมูลด้วยตนเอง

        การค้นคว้าด้วยการใช้ Search Engine
การใช้งานงานอินเทอร์เน็ตที่นิยมใช้กันอย่างมาก จะได้แก่การเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อหาความรู้ แต่การเข้าเยี่ยมชมนั้น ในกรณีที่เรารู้ว่าเว็บไซต์เหล่านั้นมีชื่อว่าอะไร เนื้อหาของเว็บ มุ่งเน้นเกี่ยวกับสิ่งใด เราสาสามารถที่จะเข้าเยี่ยมชมได้ทันที่ แต่ในกรณีที่เราไม่ทราบชื่อเว็บเหล่านั้น แต่เรามีความต้องการที่จะค้นหาเนื้อหาบางอย่าง มีวิธีการจะเข้าสืบค้นข้อมูลได้ โดยการใช้ความสามารถของ Search Engine
Search Engine จะมีหน้าที่รวบรวมรายชื่อเว็บไซต์ต่างๆ เอาไว้ โดยจัดแยกเป็นหมวดหมู่ ผู้ใช้งานเพียงแต่ทราบหัวข้อที่ต้องการค้นหาแล้วป้อน คำหรือข้อความของหัวข้อนั้นๆ ลงไปในช่องที่กำหนด คลิกปุ่มค้นหา เท่านั้น ข้อมูลอย่างย่อๆ และรายชื่อเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องจะปรากฏให้เราเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ทันที
Search Engine แต่ละแห่งมีวิธีการและการจัดเก็บฐานข้อมูลที่แตกต่างกันไปตามประเภทของ Search Engine ที่แต่ละเว็บไซต์นำมาใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ดังนั้นการที่จะเข้าไปหาข้อโดยวิธีการ Search นั้น อย่างน้อยเราจะต้องทราบว่า เว็บไซต์ที่จะเข้าไปใช้บริการ ใช้วิธีการหรือ ประเภทของ Search Engine อะไร เนื่องจากแต่ละประเภทมีความละเอียดในการจัดเก็บข้อมูลต่างกันไป




1.ประเภทของการค้นหาข้อมูล
 - Search Engine
กาค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต สามารถแบ่งตามลักษณะการทำงานได้ 3 ประเภท คือ
     1. Seach Engine การค้นหาข้อมูลด้วยคำที่เจาะจง
             Seach Engine เป็นเว็บไซต์ที่ช่วยในการค้นหาข้อมูลโดยใช้โปรแกรมช่วยในการค้นหาที่เรียกว่า Robot ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ในอินเตอร์เน็ตมาเก็บไว้ในฐานข้อมูล ซึ่งการค้นหาข้อมูลรูปแบบนี้จะช่วยให้สามารถค้นหาข้อมูลได้ตรงกับความต้องการเฉพาะได้ระบุคำที่เจาะจงลงไป เพื่อให้โรบอตเป็นตัวช่วยในการค้นหาข้อมูลซึ่งเป็นรูปแบบที่เป็นที่นิยมมาก เช่น http://www.google.com/


      2.Search Directories การค้นหาข้อมูลตามหมวดหมู่
           การค้นหาข้อมูลตามหมวดหมู่โดยมีเว็บไซต์ที่เป้นตัวกลางในการรวบรวมข้อมูลในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยจัดข้อมูลเป็นหมวดหมู่
เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกข้อมูลตามที่ต้องการได้โดยการจัดหมวดหมู่ของข้อมูลจะจัดตามข้อมุลที่คล้ายกัน หรือเป็นประเภทเดียวกัน นำมารวบรวมไว้ในกลุ่มเดียวกัน
           ลักษณะการค้นหาข้อมูล  Search Directories จะทำให้ผู้ใช้สะดวกในการเลือกข้อมูลที่ต้องการค้นหา และทำให้ได้ข้อมูลตรงกับความต้องการ
           การค้นหาวิธีนี้ มีข้อดีคือ สามารถเลือกจากชื่อไดเร็กทอรี่ส์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องการค้นหา และสามารถที่จะเข้าไปดูว่ามีเว็บไซต์ใด้บ้างได้ทันที
เช่น http://www.sanook.com/ 

   3.  การค้นหาจากหมวดหมู่ หรือ Directories
    
      การให้บริการค้นหาข้อมูลด้วยวิธีนี้ เปรียบเสมือนเราเปิดหน้าต่างเข้าไปในห้องสมุด ซึ่งได้จัดหมวดหมุ่ของหนังสือไว้แล้ว และเราก็ได้เดินไปยังหมวดหมู่ของหนังสือที่ต้องการ ซึ่งภายในหมวหมู่ใหญ่นั้น ๆ ยังประกอบด้วยหมวดหมู่ย่อย ๆ เพื่อให้ได้ข้อมุลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือแบ่งประเภทของข้อมุลให้ชัดเจน เราก็จะสามารถเข้าไปหยิบหนังสือที่ต้องการได้ แล้วก็เปิดเข้าไปอ่านเนื้อหาข้างในของหนังสือเล่มนั้น วิธีนี้จะช่วยให้การค้นหาข้อมูลได้ง่ายขึ้น มีเว็บไซต์มากมายที่ให้บริการการค้นหาข้อมูลในรูปแบบนี้ เช่น www.siamguru.com , www.sanook.com , www.excite.com , www.hunsa.com , www.siam-search.com


วิธีปฏิบัติในการค้นหาข้อมูลแบบ Directories สามารถทำได้ดังต่อไปนี้คือ
    
      1. พิมพ์ชื่อเว็บไซต์ที่เป็น Search Engine ในช่องแอดเดรส เช่น www.sanook.com
      2. เลือกชื่อหัวข้อเรื่องที่ต้องการค้นหาข้อมูล เช่น การศึกษา จะแบ่งเป็นหัวข้อย่อย ดังนี้ โรงเรียน สถาบันอุดมศึกษา สถาบันกวดวิชา และการสอนพิเศษแนะแนวการศึกษา
      3. เมื่อคลิกที่หัวข้อเรื่องย่อยที่ต้องการ เช่น สถาบันอุดมศึกษา
      4. จะปรากฏหัวข้อเรื่องย่อยของสถาบันอุดมศึกษา เช่น สถาบัน , มหาวิทยาลัยของรัฐ , มหาวิทยาลัยเอกชน , มหาวิทยาลัยราชภัฏ เป็นต้น ทำให้สามารถเลือกข้อมูลได้ตรงกับความต้องการได้มากที่สุด โดยไม่ทำให้เสียบเวลาในการเลือกข้อมูล เพราะ ได้จักเป็นข้อมูลไว้เป็นกลุ่มข้อมูลย่อย ๆ
      5. นอกจากแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยของข้อมูล แล้วก็ยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้เลือกค้นหาข้อมูลอีกมากมาย





2.การค้นหาโดยใช้ Search Engine
Search Engine Marketing    คำนี้ไม่ได้เป็นศัพท์ใหม่ หลายๆ คนรู้จักกันมานานแล้ว แต่ในประเทศเราเองนั้น เพิ่งจะเริ่มตื่นตัวกับการทำ SEM นี้ในช่วง 5 ปีหลังที่ผ่านมานี้เอง หากใครยังไม่รู้ว่า Search Engine Marketing คืออะไร จะขออธิบายดังนี้

SEM หรือ Search Engine Marketing นั้น หากแปลเป็นภาษาไทยง่ายๆ จะหมายถึงการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหาทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเครื่องมือค้นหาทางอินเทอร์เน็ต ที่เด่นๆ นั้นก็ได้แก่ Google, Yahoo และ Live (MSN) โดยการทำ SEM นี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ
การทำ Search Engine Optimization (SEO) คือการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ของเราให้โดนใจ Search Engine ต่างๆ อาจจะมีการปรับโครงสร้างภายใน code, โครงสร้าง link หรือ บางทีเมื่อก่อนที่เราเคยโปรโมทเว็บเราด้วยการแลกลิงค์ (link exchange) นั้น ก็ถือว่า เป็นการทำ SEO แบบหนึ่งอีกด้วย
แต่การจะทำ SEO ได้นั้น ต้องใช้ปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน ทั้ง off-page และ on-page factor ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนมีผลกระทบกับการทำ SEO เป็นอย่างยิ่ง แต่อะไรจะมีคะแนนมากหรือน้อย อย่างไรนั้น ต้องไปทดลองทำด้วยตนเองถึงจะรู้ เมื่อเราทำ SEO แล้วนั้น เว็บไซต์ที่เราทำจะไปปรากฏบริเวณด้านซ้ายมือของผลการค้นหา ซึ่งแน่นอนว่า บริเวณนี้จะมีคนคลิกเป็นจำนวนมาก และคนส่วนใหญ่จะคลิกเว็บไซต์ที่ปรากฏผลในอันดับต้นๆ ของผลการค้นหาเป็นจำนวนมาก
เรียกได้ว่า ใครมีเว็บไซต์อยู่ในอันดับต้นๆ ของผลการค้นหาจะสามารถทำเงินได้อย่างสบายๆ





แบบทดสอบบทที่ 8

บทที่ 9 การสนทนาออนไลน์

บทที่ 9 การสนทนาออนไลน์
  การสนทนาออนไลน์ หรือ Internet Relay Chat (IRC) หมายถึง โปรแกรมที่ถูกสร้างมาเพื่อการสนทนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยการพิมพ์ข้อความผ่านคีย์บอร์ดขึ้นสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งจะมีชื่อของผู้เล่นและข้อความแสดงขึ้นในหน้าต่างภายในจอคอมพิวเตอร์ของโปรแกรมสนทนา ให้คนอื่น ๆ ที่ร่วมสนทนาในห้องสนทนา (chat room) นั้น ๆ ได้เห็นว่า ผู้เล่นสนทนาคนอื่น ๆ สามารถเข้าสนทนาได้ (อิสริยา ตัณฑะพานิชกุล และธิติมา ทองทับ, 2550)

     บริการสนทนาออนไลน์บนอินเทอร์เน็ต เป็นการสื่อสารผ่านข้อความ เสียง และรูปภาพจาก Webcam โดยมีการโต้ตอบกันอย่างทันทีทันใด (real-time) มีลักษณะเดียวกันกับการสนทนาโดยโทรศัพท์ ต่างกันตรงที่ผู้สนทนาจะสื่อสารผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ในขณะเดียวกันก็สามารถส่งข้อความ ภาพ และเสียงให้กันโดยมีอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลางในการส่งข้อมูล (อิสริยา ตัณฑะพานิชกุล และธิติมา ทองทับ, 2550)

     การสนทนาออนไลน์มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าจะใช้งาน ข้อดีที่คือการได้รู้จักผู้คนมากขึ้น ได้แนวความคิดหลากหลาย มองโลกได้กว้างขึ้นโดยที่เป็นการลดช่องว่างด้านเวลา และสถานที่ ทำให้ได้รับรู้ประสบการณ์ของผู้อื่นพร้อมกับเผยแพร่ประสบการณ์ของตัวเองที่เป็นประโยชน์ เผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์  ส่วนข้อเสียเป็นอาการติดสนทนาออนไลน์ไม่สนใจกิจกรรมอื่นนอกจากสนทนาออนไลน์ (โปรแกรมสนทนาออนไลน์, 2551)




1. รูปแบบการสนทนาออนไลน์
 ในปัจจุบันมีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มสีสันการสนทนามากมาย ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความแตกต่าง ความน่าสนใจ ทำให้เข้ามาสนทนาพูดคุย สามารถแบ่งรูปแบบการสนทนาออนไลน์อย่างกว้าง ๆ ได้เป็น 3 รูปแบบด้วยกัน คือ Web Chat, Web Board และโปรแกรมสนทนาออนไลน์ Web Chat เป็นการสนทนาโดยผ่านเซิร์ฟเวอร์กลาง ซึ่งจะทำให้เกิดกลุ่มสนทนาแล้วทุกคนที่ติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์นั้นสามารถได้รับข้อความนั้นได้พร้อม ๆ กัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าห้องสนทนา (chat room) เป็นการเข้าไปคุยกันในเว็บที่จัดให้บริการ เป็นการคุยตอบโต้ระหว่างกันผ่านเซิร์ฟเวอร์ โดยใช้บราวเซอร์ปกติ รูปแบบ และบรรยากาศของห้องคุยก็จะขึ้นอยู่กับผู้สร้างสรรค์เว็บบริการนั้น ๆ ว่าให้ความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด ซึ่งแต่ละห้องจะมีคนพูดคุยพร้อม ๆ กันหลายคน
การสนทนาออนไลน์ผ่านเซิร์ฟเวอร์กลาง
                เป็นลักษณะการสนทนาแบบเป็นกลุ่ม โดยผู้สนทนาจะพิมพ์ข้อความที่ต้องการสื่อสารผ่านไปยังเซิร์ฟเวอร์ และเซิร์ฟเวอร์จะส่งข้อความเหล่านั้นออกมาแสดงบนหน้าจอของทุกคนที่กำลังติดต่อกับกับเซิร์ฟเวอร์อยู่ซึ่งเราเรียกว่า “ห้องสนทนา” (Chat Room)
                วิธีการสนทนาออนไลน์ผ่านทางเซิร์ฟเวอร์กลาง จะมีเทคนิคเพื่อให้เลือกใช้บริการดังนี้
                1. การสนทนาออนไลน์ผ่านโปรแกรม คือ ลักษณะการสนทนาด้วยข้อความในห้องสนทนาโดยใช้โปรแกรมของแต่ละเครื่องของผู้ใช้ มีเซิร์ฟเวอร์มากมาย เช่น PIRCH,mIRC และ Comic Chat
                2. การสนทนาออนไลน์ผ่านเว็บ (Web Chat) คือ รูปแบบของการนำวิธีการทำงานบนเว็บเซิร์ฟเวอร์มาทำให้เกิดห้องสนทนา บนเว็บเพจของผู้ที่เข้าไปใช้บริการ โดยไม่ต้องมีโปรแกรมรันอยู่บนเครื่องของผู้สนทนา ปัจจุบันการสนทนาออนไลน์ผ่านเว็บได้นำเทคโนโลยี “จาวา” (Java) มาใช้เขียนโปรแกรม
การสนทนาออนไลน์โดยตรงระหว่างผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
                การสนทนาออนไลน์รูปแบบนี้จะไม่ต้องผ่านเซิร์ฟเวอร์ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การรับส่งสารแบบทันทีทันใด” หรือ Instant Messaging เช่นโปรแกรม ICQ,MSN Messenger, Yahoo Messenger, Windows Messenger เป็นต้น จะเป็นรูแบบของการสนทนาแบบตัวต่อตัว มิใช่ลักษณะการสนทนาในแบบห้องสนทนา